Posted by: Yell Suwanyangyaun | 6 มีนาคม 2010

เก็บตกประเด็นยึดทรัพย์ฯ เราจะยึด Shin Corp จาก Temasek ได้หรือไม่?

วันนี้ได้เรียนกฎหมายแพ่ง 2 หลังจากเลิกคลาสแล้ว มีสอบถามอาจารย์เกี่ยวกับรายละเอียดคดียึดทรัพย์

ซึ่งอาจารย์ ก็ท้าวความให้ฟังถึงระบบการตัดสินของศาล ซึ่งจะแยกรายละเอียดออกเป็นสามส่วน โดยส่วนที่สำคัญที่สุด คือส่วนที่ 2 ซึ่งจะเป็นรายละเอียดคำตัดสิน

ส่วนแรก คือ เกี่ยวกับคำร้อง และ คำแถลง ของโจทย์และจำเลย รวมไปถึงข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับคดี

ส่วนที่สอง จะเป็นการตัดสินของศาล ในแต่ละประเด็น ไล่ตั้งแต่ขอบเขตอำนาจของศาล อำนาจในการยื่นฟ้องของคตส.  การแต่งตั้งปปช. และกรณีความผิดในแต่ละประเด็น

ส่วนสุดท้าย คือ คำตัดสิน ซึ่งศาลตัดสินให้ยึดทรัพย์ในส่วนที่เพิ่มขึ้นมาโดยผิดปกติ ในที่นี้คือมูลค่าของหุ้น ที่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง จนถึงวันที่ขายหุ้นออกไป

รายละเอียดของคดี สามารถหาอ่านได้ตามเวบทั่วไป แต่ประเด็นที่วันนี้มีสอบถามอาจารย์ จะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งที่พึ่งเรียนมา

ประเด็นแรก จากการตัดสินของศาล กรณีการปกปิดการถือหุ้นดังกล่าว ถือว่าเป็นนิติกรรมอำพราง โดยผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ยังคงเป็นผู้ถูกกล่าวหาและภริยา ในขณะที่นิติกรรมการซื้อขายระหว่างผู้ถูกกล่าวหาและภริยา กับ บุตร ธิดาและเครือญาตินั้น เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นมาเพื่อที่อำพราง

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.)

มาตรา ๑๕๕ การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

จากกฎหมายข้างต้น ผู้ถูกกล่าวหาและภริยาศาลตัดสินว่าเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริง ดังนั้น นิติกรรมที่ตามมาหลังจากนั้น จึงควรที่จะมีผลเป็นโมฆะตามไปด้วย

แล้วโมฆะแล้ว จะมีผลอย่างไรหล่ะ? ก็ต้องมาดูที่ ปพพ.

มาตรา ๑๗๒ โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้

ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

จากประมวลกฎหมายข้างต้น หมายความว่า นิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้น เปรียบเสมือนไม่เคยทำนิติกรรมนั้นมาก่อน ซึ่งนิติกรรมส่วนที่ตามมาทั้งหมดจะถือเป็นโมฆะตามไปด้วย และต้องคืนทรัพย์สินจากโมฆะกรรมนี้ กลับสู่สถานะภาพเดิม

ดังนั้นการถือหุ้นดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง และถือว่าเป็นโมฆะ ก็จะมองได้ว่านิติกรรมการซื้อขายหุ้นระหว่าง ผู้ถูกกล่าวหาและภริยา กับ บุตร ธิดาและเครือญาติไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น กรณีที่สรรพากรเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นดังกล่าว จำนวนประมาณ 12,000 ล้านบาท ก็น่าจะเป็นโมฆะตามไปด้วย เพราะเปรียบเสมือนว่า ไม่เคยมีนิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นมาก่อน

แต่ผลที่ตามมายิ่งกว่านั้น จะยังมีอีกประเด็นคือ แล้วการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ระหว่างบุตร ธิดาและเครือญาติ กับ กลุ่มเทมาเส็ก ก็น่าจะมีผลเป็นโมฆะตามไปด้วยสิ? เพราะผู้ถือหุ้นที่แท้จริงคือผู้ถูกกล่าวหาและภริยา

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผลของโมฆะกรรมคือทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม เงินที่ซื้อหุ้น ก็น่าจะกลับไปที่เทมาเส็ก ในขณะที่หุ้นก็กลับมาสู่ผู้ถูกกล่าวหาแทน ดังนั้นสิ่งที่ศาลจะได้จากการยึดทรัพย์ น่าจะเป็นการยึดหุ้นชินคอร์ปที่ทำให้เกิดการร่ำรวยผิดปกติ

About these ads

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 650 other followers

%d bloggers like this: